วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556

ประธานยานยนต์อาเซียน


คุณเพียงใจ แก้วสุวรรณ กลายเป็นผู้หญิงที่น่าจับตามากที่สุดในวงการยานยนต์ระดับประเทศและภูมิภาคเพราะเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ก้าวขึ้นรับตำแหน่งนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประวัติ 29 ปี ของสมาคมและผู้หญิงคนแรกที่ได้รับเลือดด้วยเสียงเอกฉันท์ ให้เป็นประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอาเซียน หรือ ASEAN Automotive Federation (AAF) เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา
คุณเพียงใจ แก้วสุวรรณ
ปัจจุบัน คุณเพียงใจ แก้วสุวรรณ ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ของ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด การเข้ารับตำแหน่งประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอาเซียนของคุณเพียงใจครั้งนี้พอดีเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังเตรียมตัวเข้าสู่สถานะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ช่วงปลายปี 2558 บทบาทของเธอจึงได้รับการจับตามองมากที่สุดในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์

ประธานหญิงคนแรกของสมาพันธ์อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอาเซียนซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี มีภารกิจและบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและภูมิภาคอาเซียนให้พัฒนาและเติบโตต่อไปโดยมีประเด็นสำคัญ คือการชักนำให้รัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนต่างๆ ปรับปรุงกฎระเบียบด้านการค้าและลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องให้สอดประสานกันเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

คุณเพียงใจ ปัจจุบันอายุ 62 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทางด้านพาณิชย์และการบัญชี ในระหว่างที่กำลังศึกษาปริญญาโทอยู่นั้น ได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานในสายงานด้านบัญชีที่บริษัท สยามกลการ จำกัด กลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมยานยนต์รายใหญ่ของไทย ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์นิสสัน

งานที่บริษัท สยามกลการฯ ทำให้คุณเพียงใจ มีโอกาสเรียนรู้งานในหลายๆด้านของอุตสาหกรรมทั้งจัดซื้อ บริหารเครือข่ายการจำหน่าย ฯลฯ จนกระทั่งได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการ

ต่อมาคุณเพียงใจ ได้ตัดสินใจผันตัวเองไปทำหน้าที่สายงานการพัฒนาธุรกิจของสถาบันยานยนต์ เป็นระยะเวลา 2 ปี ทำให้มีโอกาสได้ร่วมงานกับหลายหน่วยงานทั้งในภาครัฐและเอกชนสะสมประสบการณ์ความรู้ระดับแม็กโคร และคอนเนกชันอีกมากมาย

ในปี 2548 คุณเพียงใจได้กลับมาร่วมงานกับทางนิสสันอีกครั้ง คือบริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด ในตำแหน่งรองผู้จัดการใหญ่ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ ซึ่งต้องหันมาดูแลระดับนโยบายมากและยังได้ช่วยงานสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย

ด้วยความสามารถและความรอบด้าน คุณเพียงใจได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คนที่ 5 และเป็นผู้หญิงคนแรกนับ โดยเมื่อครบวาระได้รับเลือกให้เป็นนายกอีกสมัย

แม้งานจะหนักใน 3 ตำแหน่งแต่คนใกล้ชิดเล่าว่า คุณเพียงใจมีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นกับสามีและลูกสาว 2 คน หญิงแกร่งคนนี้มีกิจกรรมยามว่างที่ชื่นชอบคือการเล่นกอล์ฟ สะสมและเลี้ยงกล้วยไม้

นับว่าเป็นหญิงไทยที่มีบทบาทระดับภูมิภาคอาเซียนที่น่าจับตามากที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน

โดย พิรุณ ศรีวุฒิชาญ - AEC World - หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ

วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556

‘แม่ทัพ’ อาเซียน


ถ้าให้เลขาธิการอาเซียนเป็นกัปตันแล้ว ต้องให้ประธานอาเซียนเป็น “แม่ทัพ” ซึ่งในปี 2556 นี้เป็นรอบของผู้นำประเทศบรูไนดารุสซาลาม ที่ได้เป็นแม่ทัพอาเซียนต่อจากประเทศกัมพูชา
สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ 

แม่ทัพอาเซียนคนปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ ประมุข นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้นำทางศาสนาอิสลามแห่งเนการาบรูไนดารุสซาลาม หรือประเทศบรูไน เป็นบุคคลผู้ที่ต้องสนับสนุนเลขาธิการอาเซียน “เลอ เลือง มินห์” ในการผลักดันแผนงานอาเซียน ตลอด 1 ปีนี้

ทันทีที่ได้รับมอบตำแหน่งแม่ทัพอาเซียนคนใหม่ได้ประกาศว่า จะส่งเสริมการสร้างสันติสุข และความเจริญรุ่งเรืองทั้งในระดับภูมิภาคและสากล และจะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสังคมบรูไนในเรื่อง สันติภาพและความสามัคคี รวมไปถึงจะต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยความเคารพและเป็นมิตร

นอกจากแถลงการณ์จากประธานอาเซียนแล้ว สื่อในบรูไน ยังได้รายงานอ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลโดยไม่ระบุชื่อว่า นโยบายของบรูไน ในช่วงที่ผู้นำประเทศได้รับตำแหน่งประธานอาเซียนจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศจีนเป็นอันดับแรก โดยจะใช้แนวทาง “วิถีอาเซียน” คือการเจรจาแบบพหุภาคีระหว่างอาเซียนและจีนและเดินหน้าจัดทำหลักปฏิบัติที่มีผลผูกมัด (Code of Conduct) ระหว่าง 2 ฝ่ายต่อไป

สุลต่านแห่งบรูไน พระองค์นี้ทรงเป็นพระราชาธิบดีพระองค์ที่ 29 เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2489 ณ บรูไนทาว์น ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าบันดาร์เสรีเบกาวัน มีพระชนมายุ 66 พรรษา ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์แรกในสมเด็จพระราชาธิบดี สุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน ที่ 3 กับสมเด็จพระราชินี ราชา อิสตรี เป็งงีรัน อานัก ดามิต เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2510 ครองราชย์มาแล้ว 46 ปี

สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ ทรงสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการทหารแซนด์เฮิร์สต์ ประเทศอังกฤษ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2510 และอภิเษกสมรสกับพระมเหสี 3 พระองค์ ได้แก่ 1.สมเด็จพระราชินีรายาอิสตรี เป็งงีรัน อานะก์ ฮัจญะห์ สเลฮา 2.พระมเหสีเป็งงีรัน อิสตรี ฮัจญะห์ มาเรียม 3.อัซรีนาซ มาซาร์ ฮาคิม อดีตผู้ประกาศข่าวช่อง 3 ประเทศมาเลเซีย มีพระราชโอรสและพระราชธิดารวม 12 พระองค์

แม่ทัพอาเซียนท่านนี้ ได้รับการจัดอันดับเป็นชายผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก จากนิตยสารฟอร์บส์ ในปี 2555 มีทรัพย์สิน 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 660,000 ล้านบาท) เป็นคนมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง อารมณ์ร้อน เข้มแข็ง ชอบกีฬากลางแจ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โปโล สควอช แบดมินตัน การเล่นเรือใบ การขับรถยนต์และเครื่องบิน ชอบอาหารตะวันตก และขับรถยนต์ด้วยตัวเอง

สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ แม้จะใช้ชีวิตส่วนพระองค์อย่างหรูหรา แต่ได้รับการยกย่องในฝีมือการบริหารประเทศไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นจึงเป็นที่จับตาในฐานะแม่ทัพอาเซียนคนใหม่ว่าจะนำพา อาเซียนไปอย่างไรในปีนี้ โดยเฉพาะในเรื่องการเจรจากับทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวพันกับปัญหาข้อขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ให้ไปในแนวทาง “วิถีอาเซียน” ซึ่งประเทศจีน ไม่ค่อยชอบแนวทางนี้เท่าใดนัก

ในไม่ช้าเราคงจะได้เห็นฝีมือของแม่ทัพอาเซียนคนปัจจุบันเพราะบรูไนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หรืออาเซียนซัมมิท ในเดือนเมษายนและตุลาคมศกนี้


โดย พิรุณ ศรีวุฒิชาญ - AEC World - หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ

วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

กัปตัน เออีซี เลอ เลือง มินห์


เลขาธิการอาเซียนที่เข้ามารับไม้ต่อจาก ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ คือ นาย เลอ เลือง มินห์ (Le Luong Minh) จากประเทศเวียดนาม ตามมติในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 21 ที่ประเทศกัมพูชา เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
เลอ เลือง มินห์ (Le Luong Minh)

เลอ เลือง มินห์ เข้ารับตำแหน่งเป็นเลขาธิการอาเซียนคนที่ 13 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นเวลา 5 ปี ต่อจาก ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ซึ่งถือเป็นตัวแทนจากประเทศเวียดนามคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้

เลอ เลือง มินห์ เกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2495 ปัจจุบันอายุ 60 ปี เป็นชาวเมืองแทงหวาโดยกำเนิด (Thanh Hoa - อยู่ห่างจากฮานอยประมาณ 100 กิโลเมตร) แต่งงานและมีลูกสาว 2 คน นายมินห์ เติบโตมาบนเส้นทางของข้าราชการและก้าวเข้าสู่การเมืองโดยมีความเชี่ยวชาญทางด้านการทูต โดยจบการศึกษาจากสถาบันทางการทูตของเวียดนาม ณ กรุงฮานอยในปี 2517 (Diplomatic Academy of Vietnam in Hanoi) และมหาวิทยาลัยชวาฮาร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) ณ กรุงนิวเดลีประเทศอินเดีย 

เลอ เลือง มินห์ เริ่มต้นชีวิตการทำงานในกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนามในปี 2518 และชีวิตข้าราชการเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับจนกระทั่งในปี 2536 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ ถัดมาในปี 2538 เขาก็ได้รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สหพันธรัฐสวิส และเลื่อนเป็นเอกอัครราชทูตและผู้ช่วยผู้อำนวยการผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่ ในปี 2540

ในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2542 ถึง ธันวาคม ปี 2545 นายมินห์ ได้ทำหน้าที่เป็นทั้งรองอธิบดีและรักษาการอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทั่งได้เป็นอธิบดีกรมองค์การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจแบบพหุภาคี ประจำกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม และยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มและผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ พร้อมกับควบตำแหน่งรองอธิบดีกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม 

ตั้งแต่ปี 2550 จนกระทั่งสิ้นสุดวาระในเดือนมิถุนายน 2554 การเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนของ เลอ เลือง มินห์ ในครั้งนี้มีความท้าทายหลายอย่างรออยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่อาเซียนกำลังพยายามผลักดันให้เกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ภายในปี 2558 ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่ยากพอสมควร เนื่องจากข้อจำกัดต่างๆภายในประเทศสมาชิกอาเซียนนั้นยังมีอยู่มาก อีกทั้งต้องคอยสร้างความเป็นน้ำใจเดียวกันเพื่อให้เกิดการรวมตัวกันภายใต้ 3 เสาหลัก และยังมีเรื่องข้อพิพาทเขตแดนในทะเลจีนใต้ ซึ่งเวียดนามก็เป็นหนึ่งในคู่กรณีสำคัญที่แย่งชิงเกาะกับจีน

เลอ เลือง มินห์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในฐานะเลขาธิการอาเซียนคนใหม่ว่า “แม้ความท้าทายจะมีมากมาย แต่ผมเชื่อว่าอาเซียนจะประสบชัยชนะได้ สำนักงานเลขาธิการอาเซียนจะยังคงมีบทบาทเชิงรุกอย่างต่อเนื่องในการสนับสนุนและประสานงานให้รัฐภาคีสามารถขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ นโยบายทั้ง 3 เสาหลักของเราในด้านการเมือง/ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม/วัฒนธรรมจะได้รับการพัฒนายิ่งขึ้นไปอีก โดยประเด็นหลักๆ ที่เราให้ความสำคัญอันดับต้นๆ คือ การพัฒนาความร่วมมือทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาคงานของเลขาธิการอาเซียนจะมุ่งเป้าไปตามทิศทางนี้”

หากดูจากประวัติการทำงานข้างต้นจะเห็นว่า เลอ เลือง มินห์ อยู่บนเส้นทางของการเป็นข้าราชการมาทั้งชีวิต ดังนั้นรูปแบบการทำงานคงจะหนีไม่พ้นความเป็นราชการ แต่ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการติดต่อประสานงานกับต่างประเทศทำให้เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการทำหน้าที่ในครั้งนี้ ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า กัปตัน AEC คนใหม่นี้จะขับเคลื่อนอาเซียนไปอย่างไร



โดย พิรุณ ศรีวุฒิชาญ - AEC World - หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ